ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ ปรับตัวบวกขึ้น แม้ดัชนีเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่รายงานช่วงกลางสัปดาห์ออกมาสูงกว่าตลาดคาด ทำให้ Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ยน้อยลงในปีนี้ แต่การรายงานงบ 4Q67 ที่ส่วนใหญ่ดีกว่าคาดและการเลื่อนบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐฯ ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนและโมเมนตัมบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลกต่อไป โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียขณะที่ตลาดหุ้นจีนยังปรับตัวขึ้นโดดเด่น จาก Sentiment บวกต่อเนื่องจากกระแส DeepSeek เร่งการ Adoption AI ในวงกว้าง รวมถึง ภาครัฐส่งสัญญาณเป็นมิตรต่อกลุ่มหุ้น Big Tech จีนมากขึ้น
ทิศทางการลงทุนสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นโลกจะปรับตัวขึ้นต่อ โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนมีลุ้นโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นโลกโดยรวม หลังโมเมนตัมด้านราคาค่อนข้างแข็งแกร่ง, การทยอยรายงานงบ 4Q67 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนที่จะมากขึ้นในระยะ 1 เดือนข้างหน้า โดยสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศงบของหุ้น Baidu, Alibaba, NetEase และ Trip.com ซึ่งหากออกมาดีกว่าคาด จะช่วยหนุนกลุ่มหุ้น Tech จีนปรับขึ้นต่อ ขณะที่ปัจจัยกดดันในช่วงที่ผ่านมาอย่างสงครามการค้าภายใต้ Trump 2.0 มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นในระยะสั้น หลังสหรัฐฯ เลื่อนการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ออกไป ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานการประชุม Fed, ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐฯ, ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคาดการณ์เงินเฟ้อ สำรวจโดย U of Michigan, ราคาบ้านในจีน และอัตราดอกเบี้ย Loan Prime Rate ของจีน
ประเภท : หุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
สหรัฐอเมริกา
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาทดสอบบริเวณสูงสุดเดิม แม้ดัชนีเงินเฟ้อ CPI ที่สูงกว่าคาด กดดันการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ระยะถัดไป แต่การเลื่อนขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ออกไปของ ปรน. Trump และการรายงานงบ 4Q67 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ดีกว่าคาด ช่วยสนับสบสนนนบมองเชิงบวกของเราต่อไป แนะนำทยอยสะสมเมื่อย่อตัว
ยุโรป
ระยะสั้น เราปรับลดค่าแนะนำลงเป็น "คงน้ำหนัก" เพราะ Stoxx600 ขึ้นมาใกล้แนวต้านบริเวณ 560 จด แต่ระยะกลาง เรายังมองบวกจากงบ 4Q67 ที่รายงานแล้วราว 30% ของจ๋านวนบริษัทใน Stoxx600 ส่วนใหญ่ดีกว่าตลาดคาดและระดับ Valuation ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและกลุ่ม DM ขณะที่การเลื่อนขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น
ญี่ปุ่น
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพื้นตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการเลื่อนภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่เรายังมองเป็นกลางต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพราะคาดว่า ดัชนี Nikkei 225 จะแกว่งตัวนั้นผันผวนในกรอบ 38,000-40,000 จุดต่อไปก่อน หากยังไม่มีปีปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนเพิ่มเข้ามา ส่วนระยะยาว ยังมองบวกจาก Corporate Reform
ประเภท : หุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่
ไทย
SET Index ยังไม่สามารถกลับไปยืนระดับ 1,300 จุดได้ แม้ความกังวลเรื่องสงครามการค้าภายใต้ Trump 2.0 ดูผ่อนคลายมากขึ้นในภาพระยะสั้น แต่ความผันผวนของหุ้นรายตัวตามแนวโน้มผลประกอบการช่วง Earnings Season ยังคงกดดันให้ภาพการฟื้นตัวไม่ชัดเจนนัก ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index สัปดาห์นี้ บริเวณ 1,250-1,290 จุด
จีน
เรายังมองบวกต่อตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีของจีน ที่ได้แรงหนุนจากการมาของ DeepSeek จะช่วยเร่งการ Adoption มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดจีน ขณะที่การเลื่อนขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ออกไปของสหรัฐฯ ช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ราคาบ้าน และผลประกอบการ 4Q67 ของกลุ่มหุ้น Tech ของจีน
อินเดีย
อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการถูกขึ้นภาษีแบบตอบโต้จากสหรัฐฯ แต่การเลื่อนการบังคับใช้ออกไป ช่วยลดแรงกดดันนี้ เรามีมุมมองเป็นกลางต่อตลาดหันอินเดีย จากคาดการณ์ทำไรบริษัทจดทะเบียนยังถูกปรับลดลดลงอย่างต่อเนื่องแต่ระยะสั้น ตลาดหันอาจชะลอการปรับลงหลังจาก Nifty 50 ลงมาใกล้แนวรับ และค่ามัน Rupee กลับมาแข็งค่าบ้างแล้ว
เกาหลีใต้
เราปรับคำแนะนำขึ้นกลับมาเป็น "คงน้ำหนัก" หลังความกังวลเรื่องสงครามการค้าภายใต้ Trump 2.0 ดูผ่อนคลายมากขึ้น, โมเมนตัมราคาแข็งแรงกว่าที่ประเมินไว้ในสัปดาห์ก่อน นำโดยกลุ่ม Communication Services แม้กระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลออกต่อเนื่องก็ตาม และระดับ Valuation ที่ถูกเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค น่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง
เวียดนาม
ตลาหุ้นเวียดนาม อาจแกว่งตัวออกข้างไปก่อนระยะสั้น จากความไม่แน่นอนภายใต้ Trump 2.0 แต่เรายังคงมองบวกระยะกลาง-ยาว จากแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรบริษัทที่เติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับระดับ Valuation ที่ถูกเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค ทั้งนี้ หากดัชนี VN Index ทะลุแนวต้านและยืนได้มั่นคง อาจส่งสัญญาณบวกต่อการปรับขึ้นที่ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
ประเภท : ตราสารหนี้
ในประเทศ
เรามีมุมมองเป็นกลางต่อ กลุ่มตราสารหนี้ในประเทศ โดยคาดว่าจะเป็นสินทรัพย์ ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและเสริมสภาพคล่องของพอร์ตการลงทุนเป็นหลัก ส่วนด้านทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ทาง SCB EIC คาดว่า กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยช่วงกลางปีนี้ เมื่อผลกระทบจากสงครามการค้ามีความชัดเจนมากขึ้น
ต่างประเทศ
แม้ดัชนีมันเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด แต่หลายองค์ประกอบของดัชนี PPI ซึ่งชี้นำไปถึง POE กลับชะลอตัวลง ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อและการลดดอกเบี้ย ระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น แนะนำลงทุนกลุ่มตราสารหนี้โลก โดยคาดหวังผลตอบแทนจากส่วนของดอกเบี้ยมากกว่าส่วนต่างราคา ที่ผันผวนไปกับแนวโน้มการลดอกเบี้ยของ Fed
ประเภท : สินทรัพย์ทางเลือก
ทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่อาจมีความเสี่ยงพักฐานในระยะข้างหน้า หากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลายมากขึ้น ประกอบกับโอกาสที่ Fed จะลดดอกบี้ยน้อยลงในปีนี้ อาจกดดันแรงซื้อโดยเฉพาะฝั่ง ETF แต่ประเมินว่าความเสี่ยงขาลงอาจมีไม่มากเช่นกัน จากแรงซื้อที่พร้อมเข้ามาของธนาคารกลางหลายแห่ง
น้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงมาใกล้ระดับ $70/bbl ซึ่งเป็นขอบล่างจากที่เราประเมินไว้ว่าราคาน้ำมันน่าจะแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 570-80/bbl ดังนั้น มองเป็นโอกาสสะสมเก็งกำไรเพื่อลุ้นการ Rebound เนื่องจากมองว่าอุปสงค์ในปีนี้ยังแข็งแกร่ง หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่กดถอยและเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงเพิ่มเติม
อสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐาน
เรามีมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่ม REITS โดยท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบปรับลดดอกเบี้ย เป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของกลุ่ม REITร ในระยะสั้น ขณะที่ภาพระยะกลาง-ยาว มองว่ากลุ่ม REITs มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้จากระดับ Valuation ที่ไม่แพง และมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มทยอยปรับลง
ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม คลิกที่นี่
กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและ ขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777 www.scbam.com
ขอบคุณที่มา: บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568

แสดงความคิดเห็น